เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยในเดือนนี้ เป็นอีกหนึ่งสิ่งเตือนใจถึงเรื่องที่เจ้าของธุรกิจทุกคนรู้ดี แต่ไม่ค่อยได้เตรียมรับมือ นั่นคือ เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าออฟฟิศจะยังพร้อมใช้งานในวันพรุ่งนี้
ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2026 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า มีพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 30 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อกว่า 1.17 ล้านครัวเรือน หรือประชาชนมากกว่า 3.3 ล้านคน (Nation Thailand)
หนึ่งวันต่อมา ศูนย์บริหารจัดการวิกฤตการณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า มีธุรกิจได้รับผลกระทบ 4,216 แห่งใน 55 จังหวัด โดย 4,006 แห่งเป็นธุรกิจ SME และมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 147.84 ล้านบาท (Nation Thailand, 4 ตุลาคม 2026)
กรุงเทพฯ มีจำนวนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ตามด้วยสมุทรปราการ ปราจีนบุรี ระยอง และปทุมธานี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ประมาณ 95% ของธุรกิจที่สำรวจต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน
เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ภาครัฐกำลังออกมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ รวมถึงแผนของ SME D Bank ที่จะพักชำระหนี้ให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อพูดถึงช่วงเวลาหลังจากสถานการณ์ผ่านพ้นไป และสำหรับเจ้าของธุรกิจทุกคนที่เคยมองข่าวน้ำท่วมแล้วแอบคิดว่า
“ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับออฟฟิศของเรา ธุรกิจจะต้องหยุดไปนานแค่ไหน?”
เมื่อธุรกิจประสบปัญหาน้ำท่วม ความเสียหายที่มองเห็นได้ชัดเจนมักเป็นทรัพย์สิน เช่น สินค้าคงคลัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร และยานพาหนะ
ความเสียหายเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมาก แต่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ และโดยทั่วไปมักอยู่ในขอบเขตที่ประกันภัยถูกออกแบบมาให้รองรับ
แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจต้องหยุดดำเนินงานเป็นเวลานานกว่านั้น มักเป็นความเสียหายที่มองไม่เห็น
เซิร์ฟเวอร์บัญชีที่ตั้งอยู่ในห้องด้านหลังชั้นล่าง
External Backup Drive ที่วางอยู่บนชั้นข้าง ๆ
NAS ที่เก็บไฟล์ลูกค้าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเพียงเครื่องเดียวที่มีระบบจัดการสต็อกอยู่
เมื่อน้ำเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ ปัญหาจะไม่ใช่แค่เรื่องการทำความสะอาดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการ สร้าง “ความทรงจำของธุรกิจ” ขึ้นมาใหม่
เราเห็นรูปแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อระบบ Disaster Recovery ถูกทดสอบจากเหตุการณ์จริง
ธุรกิจที่เก็บ Backup เพียงชุดเดียวไว้ในอาคารเดียวกับ Server หลัก มักพบในภายหลังว่าสิ่งที่คิดว่าเป็น “สองชุด” จริง ๆ แล้วแทบไม่ต่างจากการมีเพียงชุดเดียว
ธุรกิจที่มี Backup แต่ไม่เคยทดลอง Restore อาจเพิ่งพบว่า Backup หยุดทำงานไปตั้งแต่หลายเดือนก่อน
และธุรกิจที่คิดว่าทุกอย่างอยู่บน Cloud อาจเพิ่งค้นพบว่า ระบบสำคัญบางอย่าง เช่น ระบบบัญชีหรือระบบการผลิต ยังคงทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวในออฟฟิศ
Disaster Recovery อาจฟังดูเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่สำหรับเจ้าของ SME จริง ๆ แล้วสามารถสรุปได้ด้วยคำถามง่าย ๆ 4 ข้อ
หากคุณตอบทั้ง 4 ข้อนี้ได้อย่างมั่นใจ ธุรกิจของคุณก็ถือว่ามีความพร้อมมากกว่า SME ไทยจำนวนมาก
ลองลิสต์ทุกจุดที่ข้อมูลของธุรกิจถูกจัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็น Server, NAS, Desktop PC, Laptop, Cloud Service หรือโทรศัพท์มือถือ
ข้อมูลใดก็ตามที่มีอยู่เพียงภายในออฟฟิศ ก็มีความเสี่ยงจากทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับออฟฟิศนั้น
หลักการที่ใช้กันมายาวนานคือ ข้อมูลสำคัญควรมีอย่างน้อย 3 ชุด จัดเก็บบนสื่อ 2 ประเภท และมีอย่างน้อย 1 ชุดอยู่นอกสถานที่
สำหรับความเสี่ยงจากน้ำท่วม คำว่า “นอกสถานที่” หมายถึงสถานที่ที่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพร้อมกับออฟฟิศ
ในทางปฏิบัติ จึงมักหมายถึงการเก็บสำเนาไว้บน Cloud หรือ Data Centre มากกว่าการนำ Hard Drive ไปเก็บไว้ที่บ้านของเจ้าของธุรกิจซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร
Backup ที่ไม่เคยทดลอง Restore เป็นเพียง “ความหวัง” ไม่ใช่ “แผน”
ควรมีการทดสอบ Restore ตามกำหนดเวลา และต้องมีผู้ตรวจสอบว่าไฟล์ที่กู้คืนมาสามารถเปิดได้จริง รวมถึงระบบต่าง ๆ สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
สองตัวเลขนี้ในวงการ IT เรียกว่า
RTO (Recovery Time Objective) — ระยะเวลาสูงสุดที่ระบบสามารถหยุดทำงานได้
RPO (Recovery Point Objective) — ปริมาณข้อมูลที่ธุรกิจสามารถยอมสูญเสียได้เมื่อวัดเป็นช่วงเวลา
หากคำตอบของคุณคือ “ธุรกิจหยุดได้ไม่เกินหนึ่งวัน และยอมสูญเสียข้อมูลธุรกรรมได้ไม่เกินไม่กี่ชั่วโมง” ระบบ Backup และ Recovery ของคุณก็ต้องถูกออกแบบมาให้รองรับเป้าหมายดังกล่าว
แต่ SME จำนวนมากไม่เคยกำหนดตัวเลขเหล่านี้เลย ซึ่งหมายความว่าระบบ IT ของพวกเขาไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์การกู้คืนตั้งแต่แรก
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2011 ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความต่อเนื่องของ Supply Chain และความพร้อมของสถานที่ดำเนินงาน
นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งจึงลงทุนอย่างจริงจังหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แต่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากไม่ได้ทำเช่นนั้น
15 ปีต่อมา SME ไทยทั่วไปยังคงใช้ระบบที่ผสมกันระหว่าง Cloud Service กับเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในออฟฟิศไม่กี่เครื่อง ซึ่งบางครั้งไม่มีใครตรวจสอบอย่างจริงจังมานานแล้ว
จุดอ่อนที่เราพบบ่อย ได้แก่
Server เพียงเครื่องเดียว
คอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวอาจทำหน้าที่ทั้งแชร์ไฟล์ รันโปรแกรมบัญชี และบางครั้งรวมถึงระบบอีเมล โดยเครื่องนั้นอาจถูกวางไว้ในตู้หรือแม้กระทั่งบนพื้น
หากเครื่องนั้นเสียหาย ทุกอย่างก็หยุดพร้อมกัน
Backup อยู่ในห้องเดียวกัน
USB Drive หรือ NAS ที่เชื่อมต่อกับ Server เครื่องเดียวกัน อาจช่วยป้องกันกรณี Hard Disk เสีย
แต่แทบไม่ช่วยอะไรหากเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือการโจรกรรม เพราะเหตุการณ์ที่ทำลาย Server ก็สามารถทำลาย Backup ไปพร้อมกันได้
ไม่มีเอกสารระบบ
คนที่เคยติดตั้งระบบอาจลาออกไปแล้ว หรืออาจเป็นญาติของเจ้าของธุรกิจที่ตอนนี้ไม่มีเวลามาช่วย
ไม่มีใครมีรายการที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบ รหัสผ่าน Licence และ Supplier ต่าง ๆ
ผลคือ ก่อนจะเริ่มกู้คืนระบบจริง ธุรกิจอาจต้องเสียเวลาหลายวันเพียงเพื่อค้นหาว่าอะไรอยู่ที่ไหนและใครเป็นผู้ดูแล
พนักงานไม่สามารถทำงานจากระยะไกลได้
หากออฟฟิศปิดหรือถนนถูกน้ำท่วม ทีมงานสามารถ Login จากบ้านแล้วทำงานต่อได้หรือไม่?
หากไม่เคยเตรียม Remote Access, Laptop และ Multi-Factor Authentication (MFA) ไว้ คำตอบก็มักจะเป็น “ไม่ได้” แม้ว่าข้อมูลทั้งหมดจะยังปลอดภัยก็ตาม
การรีบกู้ระบบอาจสร้างความเสี่ยงใหม่
ในช่วงที่ทุกคนพยายามทำให้ธุรกิจกลับมาทำงานเร็วที่สุด อาจมีการนำ Password เก่ากลับมาใช้ แชร์ Admin Login ผ่าน LINE หรือใช้อุปกรณ์มือสองที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ
ผู้โจมตีรู้ดีว่า ช่วงเวลาที่องค์กรกำลังวุ่นวายคือช่วงที่ระบบป้องกันอ่อนแอที่สุด
การกู้ระบบอย่างเร่งรีบอาจสร้างช่องโหว่ที่ถูกนำไปโจมตีในอีกหลายเดือนต่อมาได้
คุณไม่จำเป็นต้องมี Disaster Recovery Site ระดับองค์กรขนาดใหญ่
สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ คือพื้นฐานสำคัญไม่กี่อย่าง ซึ่งต้องติดตั้งให้ถูกต้องและได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
Backup อัตโนมัติที่อยู่นอกสถานที่
ทุกระบบสำคัญควรถูก Backup โดยอัตโนมัติไปยังสถานที่ที่แยกออกจากออฟฟิศ และควรมีอย่างน้อยหนึ่งสำเนาที่ Ransomware หรือการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจไม่สามารถเขียนทับได้
ทดสอบการกู้คืนตามกำหนดเวลา
ควรทดลอง Restore ตามตาราง ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุฉุกเฉิน และควรบันทึกผลการทดสอบไว้ด้วย
กำหนดเป้าหมายการกู้คืน
ธุรกิจควรกำหนดว่าระบบสำคัญแต่ละระบบสามารถหยุดทำงานได้นานเท่าไร และสามารถยอมสูญเสียข้อมูลได้มากแค่ไหน
จากนั้นจึงออกแบบระบบ IT ให้รองรับเป้าหมายเหล่านั้น
ย้ายระบบสำคัญออกจากพื้น และถ้าเป็นไปได้ ให้ออกจากอาคาร
การย้ายระบบบัญชี ไฟล์ และอีเมลไปยัง Cloud Service ที่มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ช่วยลด Single Point of Failure ได้
ส่วน Hardware ที่จำเป็นต้องอยู่ภายในสถานที่ ควรติดตั้งไว้ในจุดที่สูง ไม่ใช่ในตู้ชั้นล่างหรือวางบนพื้น
เตรียม Remote Working ก่อนที่จะจำเป็นต้องใช้
Laptop, Secure Remote Access และ Multi-Factor Authentication ควรถูกเตรียมพร้อม และพนักงานควรเคยทดลองใช้งานจริง
ดังนั้น ต่อให้ออฟฟิศปิด ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจต้องปิดตามไปด้วย
มี Recovery Plan แบบหนึ่งหน้า
ระบุให้ชัดเจนว่า
ใครคือคนที่ต้องติดต่อ ระบบไหนต้องกู้กลับมาก่อน Password และ Licence ถูกเก็บไว้ที่ไหน และจะแจ้งพนักงานให้ดำเนินการอย่างไร ที่สำคัญ ควรเก็บสำเนาแผนนี้ไว้นอกออฟฟิศด้วย
เจ้าของธุรกิจสามารถจัดการบางส่วนได้ด้วยตัวเอง หากมีเวลาและความอดทน
แต่ส่วนที่ยากจริง ๆ ไม่ใช่การติดตั้งครั้งแรก
สิ่งที่ยากคือ การทำอย่างต่อเนื่องและมีวินัย
ตรวจสอบรายงาน Backup ทุกสัปดาห์
ทดลอง Restore ทุกไตรมาส
อัปเดตแผนเมื่อระบบมีการเปลี่ยนแปลง
ใน SME ที่มีงานยุ่ง สิ่งเหล่านี้มักเป็นสิ่งแรกที่ถูกละเลย และไม่มีใครรู้ว่ามีปัญหาจนกระทั่งถึงวันที่จำเป็นต้องใช้งานจริง
นี่คือจุดที่ Managed Service Provider สามารถเข้ามาช่วยได้
แพ็กเกจ Gold ของ HumanIT ราคา 2,500 บาทต่ออุปกรณ์ต่อเดือน หรือ 2,000 บาทเมื่อชำระแบบรายปี ครอบคลุมการเชื่อมต่อระบบ Backup พร้อมการทดสอบ Recovery, การ Monitoring และแจ้งเตือนแบบ SOC-lite ตลอด 24/7, การตอบสนองภายใน 4 ชั่วโมงในเวลาทำการ และการจัดการ User Lifecycle
สำหรับธุรกิจที่ต้องการวางแผน Business Continuity อย่างเป็นระบบ แพ็กเกจ Platinum ราคา 3,800 บาทต่ออุปกรณ์ต่อเดือน หรือ 3,000 บาทเมื่อชำระแบบรายปี เพิ่มระบบ Backup และ Disaster Recovery ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมาย RTO และ RPO, Incident Response, การเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน On-site และระยะเวลาตอบสนองต่ำกว่า 1 ชั่วโมงสำหรับปัญหาระดับ Critical
ทุกแพ็กเกจกำหนดจำนวนอุปกรณ์ที่ดูแลขั้นต่ำ 10 เครื่อง
ลองเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเหล่านี้กับต้นทุนของการไม่สามารถออก Invoice ได้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ การสูญเสียฐานข้อมูลลูกค้า หรือการต้องเรียกผู้รับเหมาด้าน IT ฉุกเฉินในช่วงวิกฤตระดับภูมิภาค ซึ่งผู้ให้บริการแทบทุกรายอาจมีคิวเต็ม
หากเดือนนี้คุณจะทำเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับ Disaster Recovery อย่างน้อยให้ทำ 3 เรื่องนี้
ข้อแรก เดินสำรวจรอบออฟฟิศและจดรายการอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เก็บข้อมูลของธุรกิจ พร้อมทำเครื่องหมายว่าอุปกรณ์ใดมีข้อมูลอยู่เพียงภายในออฟฟิศ
ข้อสอง ถามผู้ที่ดูแล Backup ว่าสำเนาที่อยู่นอกสถานที่ถูกเก็บไว้ที่ไหน และครั้งล่าสุดที่มีการทดลอง Restore คือเมื่อไร
ข้อสาม พูดคุยกับทีมบริหารว่า ธุรกิจสามารถอยู่ได้กี่วันหากระบบทั้งหมดใช้งานไม่ได้ แล้วตรวจสอบว่าระบบปัจจุบันสามารถกู้กลับมาได้ภายในระยะเวลานั้นจริงหรือไม่
หากตอนนี้คุณกำลังรับมือกับความเสียหายจากน้ำท่วม ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
เมื่อพร้อมเริ่มกู้ระบบ อย่ารีบนำระบบกลับมาออนไลน์โดยใช้ Password เก่าหรืออุปกรณ์ที่ยืมมาโดยยังไม่ได้ตรวจสอบ
การ Restart ระบบอย่างรอบคอบ ย่อมเร็วกว่าการต้องรับมือกับ Incident ครั้งที่สอง
IT Disaster Recovery สำหรับธุรกิจขนาดเล็กคืออะไร?
คือแผนและระบบที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบต่าง ๆ หลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ การโจรกรรม หรือ Ransomware
สำหรับ SME โดยทั่วไปจะประกอบด้วย Backup อัตโนมัติที่อยู่นอกสถานที่ การทดสอบ Restore อย่างสม่ำเสมอ การกำหนดเป้าหมายการกู้คืน และแผนการกู้ระบบแบบง่ายที่จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร
Cloud Storage เพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่?
Cloud ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในออฟฟิศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ
แต่ธุรกิจจำนวนมากยังคงมีระบบสำคัญหนึ่งหรือสองระบบที่ทำงานอยู่ภายในออฟฟิศ และ Cloud Service เองก็ควรมี Backup เพื่อป้องกันการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ บัญชีถูกบุกรุก หรือ Ransomware
ดังนั้นควรตรวจสอบว่าระบบสำคัญ ทุกระบบ ได้รับการป้องกัน ไม่ใช่เพียงไฟล์ทั่วไปเท่านั้น
ควรทดสอบ Backup บ่อยแค่ไหน?
สำหรับระบบสำคัญ ควรทดสอบอย่างน้อยทุกไตรมาส และหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงระบบ IT ครั้งสำคัญ
การทดสอบหมายถึงการ Restore ข้อมูลจริง และตรวจสอบว่าไฟล์สามารถเปิดและใช้งานได้ ไม่ใช่เพียงดูว่า Backup Job แสดงสถานะว่า “สำเร็จ”
RTO และ RPO คืออะไร?
RTO (Recovery Time Objective) คือระยะเวลาที่ระบบสามารถหยุดทำงานได้ก่อนที่จะสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อธุรกิจ
RPO (Recovery Point Objective) คือปริมาณข้อมูลที่ธุรกิจสามารถยอมสูญเสียได้ โดยวัดเป็นช่วงเวลา
การกำหนดตัวเลขทั้งสองนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าธุรกิจต้องการระบบ Backup และ Recovery ในระดับใด
HumanIT ช่วยธุรกิจกู้ระบบหลังเกิดภัยพิบัติได้หรือไม่?
ได้
แพ็กเกจ Gold ของเราครอบคลุมการเชื่อมต่อระบบ Backup และการทดสอบ Recovery ส่วนแพ็กเกจ Platinum เพิ่มระบบ Disaster Recovery เต็มรูปแบบ พร้อมกำหนด RTO และ RPO, Incident Response และการช่วยเหลือฉุกเฉิน On-site
เรายังสามารถตรวจสอบระบบที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน และบอกได้อย่างตรงไปตรงมาว่ายังมีช่องโหว่หรือจุดที่ควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง
อยากรู้ว่าธุรกิจของคุณจะยังเดินหน้าต่อได้หรือไม่ หากวันหนึ่งไม่สามารถใช้ออฟฟิศได้?
โทรหา +66 89 354 9916 หรือเปรียบเทียบแพ็กเกจได้ที่ humanit.asia/pricing-and-plans.